หลังจากอุปสมบทเป็นพระภิกษุ พระพยอม กลฺยาโณ ได้ตั้งใจศึกษาพระธรรมวินัยอย่างจริงจัง จนสามารถสอบไล่ได้วุฒิทางธรรมตามลำดับขั้นของคณะสงฆ์ไทยอย่างแข็งขันภายในเวลา 3 ปีติดต่อกัน ดังนี้
แม้จะประสบความสำเร็จในการศึกษาทางตำราจนจบนักธรรมเอก แต่ความกระหายในสัจธรรมทำให้ท่านตระหนักว่า "การรู้เพียงทฤษฎีไม่เพียงพอต่อการดับทุกข์" ท่านจึงตัดสินใจเปลี่ยนทิศทางจากการเรียนตู้มามุ่งเน้นการฝึกหัดวิปัสสนากรรมฐานอย่างเข้มข้น
ท่านเริ่มสลัดความสบาย พยายามแสวงหาสถานที่สัปปายะเพื่อขัดเกลากิเลส ฝึกฝนสติและสมาธิ ควบคุมอินทรีย์ให้ตั้งมั่น และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการออกเดินทางไกลไปเรียนรู้หลักธรรมจากพระอาจารย์ใหญ่แห่งยุค
จุดพลิกผันครั้งสำคัญที่สุดในวิถีธรรมของท่านเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2517 เมื่อท่านได้เดินทางสู่ภาคใต้เพื่อเข้าศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างเข้มงวด ณ สวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายใต้ความดูแลและคำสั่งสอนของ ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ
ที่สวนโมกข์ ท่านได้เรียนรู้สัจธรรมท่ามกลางธรรมชาติอันสงบสงัด ได้ฝึกหัดอานาปานสติและซึมซับแก่นแท้ของพุทธศาสนาเรื่องความว่างและการปล่อยวาง ซึ่งการหล่อหลอมปัญญาจากท่านพุทธทาสในครั้งนั้น ได้แปรสภาพให้พระภิกษุหนุ่มกลายมาเป็นพระนักเทศน์ผู้ทรงปฏิภาณไหวพริบ และแกร่งกล้าพอที่จะกลับมาสร้างตำนานพระนักพัฒนาในเวลาต่อมา
เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม พระพยอมกล่าวไว้ว่า "การปฏิบัติธรรมที่ปฏิบัติมากเป็นกรณีพิเศษในช่วงแรกๆ ก่อนที่จะไปสวนโมกข์ก็คือ นั่งเพ่งเทียน ส่วนคำบริกรรมใช้คำว่า สัมมา อรหังบ้าง พองหนอ ยุบหนอบ้าง หลังจากสวดมนต์เสร็จและพระรูปอื่นๆ ออกไปหมดแล้ว จะนั่งเพ่งเทียนจนหมดแท่ง บางครั้งเกิดนิมิตอะไรบางอย่างมาหลอกให้หลง นึกว่าตัวลอยบ้าง นึกว่าไม่หายใจบ้าง เหมือนกับว่าหมดลมหายใจ
ตอนนั้นรู้เพียงเท่าที่บอกกันว่า กสิณมีอำนาจ จะทำให้เกิดปาฏิหาริย์ จึงตั้งใจปฏิบัติเพียงเพื่อให้ได้อะไรเป็นพิเศษ ที่เป็นอำนาจอภิญญาเท่านั้น โดยไม่รู้ชัดเจนเลยว่า เป้าหมายของการปฏิบัติที่แท้จริง ควรจะปฏิบัติเพื่อให้เกิดความสงบ และเพื่อการดับทุกข์ หลังจากที่ไปสวนโมกข์มาแล้ว จึงได้เริ่มรู้ว่าปฏิบัติผิดทาง
สิ่งที่ศึกษามากที่สุดตอนจำพรรษาอยู่ที่สวนโมกข์ก็คือ ธรรมบรรยายของท่านเจ้าคุณอาจารย์พุทธทาส ฟังแล้วจด การอ่านหนังสือทำให้เกิดความรู้ แล้วจะเริ่มร้อนวิชา จึงอยากจะลองเทศน์ ลองสอน ลองเผยแผ่ เมื่อไปยืนดูพระรูปอื่นที่เก่งๆ อธิบายภาพปริศนาธรรมที่อยู่ในโรงมโหรสพทางวิญญาณ ท่านอธิบายได้ดีมาก คนชอบ มีความเข้าใจ ซาบซึ้งและพอใจ
จึงอยากจะอธิบายบ้าง เวลาที่พระเหล่านั้นไม่อยู่ หรือเผลอ จะถือโอกาสนั้นบรรยายต่อจากท่าน ทำเช่นนั้นจนกระทั่งเกิดเรื่องปาฏิหาริย์ขึ้น คือ คนที่ไปสวนโมกข์ แล้วอยากจะไปเที่ยวต่อที่อื่นอีก 7-9 แห่ง แต่เมื่อฟังการบรรยาย กลับรู้สึกชอบใจ จึงฟังการบรรยายต่อและไม่ไปเที่ยวที่อื่นตามโปรแกรมที่จัดไว้ เป็นเช่นนี้อยู่นานพอสมควร จึงได้มีโอกาสบรรยาย 7-8 ชั่วโมงต่อวันในเวลาต่อมา.."
อยู่มาชื่่อเสียงก็เริ่่มออกหนังสือพิมพ์เป็นข่าวเล่าลือ ตอนไปอยู่ วัดอุุโมงค์จังหวัดเชียงใหม่ ได้บรรยายอยู่ที่นั่นหนังสือพิมพ์ไปตีข่าว “มีพระเด็กพระหนุ่มประหลาด บรรยายธรรมจี้ใจจี้จุุด...” พอเริ่่มเป็นข่าว แล้้วก็ได้เดินสายบรรยายธรรมทั่่วประเทศ ออกทีวีตามรายการต่าง ๆ แล้วก็ได้รับนิมนต์ออกรายการทอล์คโชว์ตามสถานีต่าง ๆ มีช่อง 3, 5, 7, 9, 11 เป็นต้น ร่วมกับพิธีกรดังอาทิเช่น อ.เสรีวงษ์มณฑา, คุุณไตรภพ ลิมปพัทธ์ มีรับนิมนต์เทศน์เปิดตัวคอนเสิร์ต (28 ก.ค. 2531) รายการ “เพลงนี้มีธรรม”ของแจ้ ดนุุพล แก้วกาญจน์
ปัจจุบันก็ออกรายการ “กัลยาโณโอเค” มีคุุณสมบููรณ์ อิชยาวรกุุล ผู้ให้การอุุปถัมภ์ ผลิตรายการเป็นธรรมทานต่อสังคม และเป็นคอมเม้นเตเตอร์ (Commentator) ให้ความคิดเห็นด้านธรรมะกับสังคม กับสื่อมวลชนทั่วไป ท้ายสุุดตำนานใต้ร่มกาสาวพัสตร์ กปิดฉากลงที่รายการ “ตายก่่อนตาย” แสดงลีลาชีวิตต้องทำอะไรให้เสร็จก่อนที่ตัว (สังขาร) จะดับลง
"...ที่สวนโมกข์มีการจัดคอร์สสอนกรรมฐานตามแนวยุบหนอพองหนอ ท่านมหาบุญสร้างเป็นผู้สอนต้องปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัด ปฏิบัติกันจนถึง 5 ทุ่ม นอนเพียงคืนละ 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น ทุกคืนหลังจาก 5 ทุ่มไปแล้ว จะไปปฏิบัติต่อบนเขานางเอ และเดินกลับลงมาตอนประมาณตี 3 เป็นการปฏิบัติเรื่องทรมานความกลัว สู้กับความกลัว เพราะบนเขานางเอ เคยมีผู้หญิงผูกคอตาย ระหว่างเดินขึ้นไปบนเขา มืดมาก ไฟฉายที่มีอยู่เกิดถ่านหมดพอดี มีต้นไม้ที่ตะไคร่เกาะหนาจนดำทะมึนขวางอยู่ข้างหน้า คิดว่าเป็นเปรตขวางทาง จึงยืนนิ่งจนเริ่มรู้สึกชินกับความมืด แต่เผอิญไฟฉายที่ดับไปนั้น ถ่านตีกลับออกมา ทำให้มีไฟติดขึ้นมาอีกครั้ง แต่ลางๆ เมื่อฉายดูใหม่ปรากฏว่าเป็นท่อนไม้นี่เอง..."
"...ส่วนท่านเจ้าคุณอาจารย์พุทธทาส จะสอนเรื่องอานาปานสติ ท่านกล่าวไว้ว่า
"...คล้ายๆ กับอาหารมีหลายถ้วย เรากินหลักอยู่ถ้วยหนึ่ง นอกนั้นเป็นอาหารจร ตักถ้วยนั้นหน่อย ลองชิมดูว่า ถ้วยไหนถูกปาก..."
เลยนำมาประยุกต์ เสมือนหนึ่งว่าตักยุบหนอพองหนอบ้าง สัมมาอรหังบ้าง ทำกสิณบ้าง แต่จะปฏิบัติอานาปานสติเป็นหลัก
การปฏิบัติที่เคร่งครัดอีกเรื่องหนึ่งคือ การฉันอาหารมื้อเดียว ทดลองฉันน้อย บางวันฉันถ้วยเดียว บางครั้งก็ทดลองฉันถ้วยเดียว บางครั้งก็ทดลองฉันวันเว้นวัน หรือฉันทุกๆ 2 วัน ขึ้นไปอดอาหารอยู่บนภูเขาเพื่อจะจับความรู้สึกต่างๆ
ที่ใดที่ลือกันว่ามีผีมีอันตรายจะไปนอนอยู่รูปเดียว เช่น ที่วัดที่ท่านเจ้าคุณอาจารย์พุทธทาสเคยจำพรรษาอยู่ครั้งแรก คือวัดตระพังจิก ที่นั่นเขาลือกันว่าผีดุ คืนแรกเป็นคืนที่น่ากลัวที่สุด นอนไม่หลับ กิ่งไม้หล่นมากิ่งเดียว เหมือนกับฟ้าผ่าหลังคา ท่านเจ้าคุณอาจารย์พุทธทาสเคยกล่าวไว้ว่า วิธีแก้ความกลัวคือ เวลาที่พบอะไรที่น่ากลัว ให้ยืนกำหนดลมหายใจ"
พระพยอม กัลยาโณ | จาริกธุดงค์ภาคใต้บำเพ็ญตบะ
ตอนที่ยังจำพรรษาอยู่ที่สวนโมกข์ พระพยอมได้ออกจาริกธุดงค์หลายจังหวัดในภาคใต้ เพื่อดูวัฒนธรรมท้องถิ่น และที่สำคัญคือ การทรมานตนเองเพื่อไม่ให้เป็นคนติดถิ่น ในขณะที่พระภิกษุส่วนใหญ่ยังคงยึดติดกับสถานที่
"...ที่เด็ดเดี่ยวมากก็คือ ฉันอาหารมื้อเดียว และไม่ซื้ออะไรฉันเลย ฉันได้ถ้วยเดียว บางวันบิณฑบาตไม่ได้ บางวันได้เพียงกล้วยและผลไม้บ้างเท่านั้น... ส่วนเวลานอนจะนอนบนหิน เพราะกลัวงูกะปะ เวลานอนจะรู้สึกร้อนที่หลังมากจนแทบพองไหม้ พอตกดึกจะรู้สึกหนาวมาก น้ำค้างที่ตกลงมาทำให้ที่นอนเปียกไปหมด..."
"การจาริกธุดงค์ทำให้มีโอกาสปลีกตัวไปอยู่ตามป่าตามเขา ได้วิเวก ไม่คลุกคลีกับคน ได้มุมสงบ เวลาทั้งหมดไม่ได้ยุ่งกับใคร ดูแต่ตัวเอง"
"จงรู้จัก ตัวเอง" คำนี้หมายว่าค้นพบ แก้วได้ ในตัวท่านหากนอนตัว ทำไม ให้ป่วยการดอกบัวบาน อยู่ในเรา อย่าเขลาไปในดอกบัว มีมณี ที่เอกอุดมเพื่อนมนุษย์ ค้นหา มาให้ได้การตรัสรู้ หรือรู้ สิ่งใดใดล้วนมาจาก ความรู้ ตัวสูเอง ฯ