ฟังธรรมะออนไลน์

ฟังธรรมะออนไลน์

ระเบียบการ
การบรรพชา – อุปสมบท
(บวชพระ - บวชเณร)



เสื้อฅนไม่ยอมจน

หนังสือโฉนดกล้วยแขก ภาค2 "รู้... เท่าทัน... คำพิพากษ่า Not standrd สุดซอย"

 
อ่านเพิ่มเติมที่นี่






วารสารกัลยาโณ


ปฏิบัติธรรมในป่าช้า
"เริ่มปฏิบัติธรรมในป่าช้าตั้งแต่พรรษาแรกของการอุปสมบท ครั้งแรกปฏิบัติธรรมในป่าช้าของวัดสังวรพิมลไพบูลย์ ต่อมาคือที่เขานางเอ วัดสวนโมกขพลาราม หลังจากที่ออกจากสวนโมกข์แล้ว ยิ่งปฏิบัติธรรมในป่าช้ามากขึ้น

ประสบการณ์ครั้งแรกที่ไปปฏิบัติธรรมในป่าช้าก็คือ เคยเจอหมาดำวิ่งผ่านไป และคิดทันทีเลยว่าเป็นผี แต่พอยืนนิ่งดู พิจารณาให้แน่ชัด สิ่งนั้นกลับไม่ใช่ผี ที่เป็นเช่นนี้ เพราะสะสมความกลัวผีไว้มากตั้งแต่ยังเล็กๆ กลัวที่สุด ล้างยากมาก เป็นเรื่องของสัญญาเก่ากำเริบ

ที่ป่าช้า จะเจริญอสุภกรรมฐาน หรือพิจารณาซากศพ เพราะขณะนั้นทรมานเรื่องเพศมาก พระจะมีปัญหาเรื่องเพศและทรมานเรื่องเพศ ถ้าไม่แก้ปัญหาเรื่องนี้ให้ได้ จะไม่สามารถครองสมณเพศได้ เมื่อไปเห็นซากศพ ก็จะมองผู้หญิงราวกับว่าเป็นซากศพ เพื่อทำให้ไม่เกิดความกำหนัด ความใคร่และความคิดผูกพันมีใจจดจ่ออยู่กลับเรื่องทางเพศ จึงเน้นการพิจารณาอสุภหรือซากศพ เป็นอย่างมาก เพราะตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่สึกอย่างเด็ดขาด จึงสะสมกรรมฐานนี้ไว้มากกว่ากรรมฐานอื่น ทั้งๆ ที่การเจริญอสุภกรรมฐานไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้พ้นทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง เพราะเปรียบเสมือนก้อนหินที่ทับหญ้าไว้ ทำให้ความกำหนัดหรือความต้องการทางเพศสงบลงเพียงชั่วคราวเท่านั้น การเจริญอานาปานสติอย่างถูกต้องจะส่งผลให้ผู้ปฏิบัติเกิดปัญญาบรรลุธรรม จนหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่การหลุดพ้นนั้นเกิดจากการบรรลุฌานชั้นสูง"
 
การเจริญสติภาวนา
พระพยอมได้กล่าวไว้อย่างละเอียด ดังความตอนหนึ่งว่า
"พรรษาแรกๆ จะให้เด็กวัดคอยจับผิด ถ้ายืนดื่มน้ำ จะให้เด็กวัดมาสะกิดแล้วให้เงิน 1 บาท ถ้ายืนผิวปากร้องเพลง จะให้ 2 บาท

ต่อจากนั้นก็ฝึกสติโดยการจับจิตดูการเคลื่อนไหว เรียนการเจริญสติภาวนากับหลวงพ่อเทียน ท่านสอนให้ฝึกสติโดยการยกมือและเหยียดออก
พลิกหงาย และคู้เข้า บางครั้งก็แนะให้ใช้นิ้วหัวแม่มือถูกับนิ้วชี้ ถ้าจะพลิกมือหยิบจับอะไรก็ให้รู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา แต่ในระยะหลังไม่ค่อยได้ฝึกเพราะเริ่มทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาแล้ว แต่จะใช้วิธีจับสติในขณะที่เข้าห้องน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำหรือถ่ายก็ตาม เมื่อถ่ายออกมาจะรู้สึกว่าร่างกายของเรามีแต่สิ่งโสโครก จะพิจารณาเช่นนี้อยู่เรื่อยๆ แม้แต่เวลาที่เดินทาง และจำเป็นต้องหลับในรถ ก็จะพิจารณาความไม่เที่ยงของสังขาร แต่ในระยะหลังๆ คล้ายๆ กับว่าจะอยู่ตัว และทำงานได้แล้ว เลยรู้สึกเบาสบายกว่าที่จะไปนั่งหลับหูหลับตา ไม่มีความคิดที่จะสึกอีกเลย เมื่อก่อนนี้สัญญาเก่าๆ มักจะกำเริบ เช่น เก็บเอาเรื่องคนเก่าๆ ที่เคยคุยมาคิด มานึก มาฝัน แต่เดี๋ยวนี้ ความคิดนึกเหล่านั้นหายไป จึงมาคิดย้อนว่าน่าจะทำประโยชน์อะไรมากกว่าที่จะเอาหินมาทับหญ้า จึงตั้งใจที่จะทำประโยชน์โดยไม่คิดที่จะรับผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น อยากจะทำงานเพื่อศาสนาอย่างเดียว ยิ่งทำยิ่งเพลิน ยิ่งสนุกและมีปีติกับการทำประโยชน์ และปีตินี่เองที่มาหล่อเลี้ยงหัวใจ

บ่อยครั้งที่จะระลึกถึงพุทธภาษิตบทที่ว่า
"เมื่อเห็นประโยชน์ตน รีบทำประโยชน์ตน
เมื่อเห็นประโยชน์ผู้อื่น รีบทำประโยชน์ผุ้อื่น
หรือทำทั้งประโยชน์ตนและผู้อื่นให้ถึงพร้อมกันไปด้วยความไม่ประมาท"


อีกไม่นานก็ตายแล้ว ถ้าตายก็จะไม่ได้ทำ จึงรีบทำและใช้ร่างกายให้เต็มที่ จะเอาเหงื่อรับใช้พระพุทธเจ้า เหนื่อยเพื่อพระพุทธเจ้า เหนื่อยเพื่อพระพุทธศาสนา จะไม่เหนื่อยเพื่อลูกเพื่อภรรยา อย่างผู้ชายที่เคยเป็นเพื่อนฝูงกัน เคยไปเห็นเพื่อนๆ แต่ละคนโทรมมาก มักจะมีคนมาพูดให้ฟังว่า เวลาผ่านไปนานหลายปี พระพยอมก็ยังดูไม่เปลี่ยนแปลงไปมากมายนัก จึงบอกกับตัวเองว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะอานุภาพของธรรมะ

เมื่อทำงาน งานนี่แหละคือกรรมฐาน เมื่อทำงานด้วยความเสียสละ จะเกิดปีติมาหล่อเลี้ยงใจ และตรงกับคำสอนของท่านเจ้าคุณอาจารย์พุทธทาสที่กล่าวไว้ว่า "เอาเหงื่อล้างความเห็นแก่ตัว" ถ้าทำงานตากแดดแล้วดำ ก็ให้ดำไป ถ้าหากคิดว่าดำ แล้วทำให้ไปออกรายการโทรทัศน์ไม่ได้หรือดูไม่ดี แสดงว่ายังติดเนื้อหนังติดตัวตน..."

"ทำโยนิโสมนสิการบ่อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเข้าห้องน้ำและทำงาน แม้กระทั่งขณะดูรายการทีวี บางรายการ ดูแล้วรู้สึกสมเพชมาก ปลงมาก จะมีความรู้สึกว่าทำไมเขาจึงทำอะไรที่โง่ๆ เช่นนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ปัญญาด้วย ขณะดูทีวีนี่แหละจะเกิดอารมณ์กรรมฐาน ซึ่งได้ผลดีกว่าการนั่งหลับหูหลับตาเสียอีก

บ่อยครั้งที่ใช้ความคิดในเชิงวิเคราห์แบบโยนิโสมนสิการขณะที่ดูทีวี และรู้สึกว่าตนเองโชคดีจริงๆ ที่รอดมาได้จากกิจกรรมต่างๆ ที่โง่ๆ เลวๆ ชั่วๆ ถ้าหากไม่บวช ก็คงจะโง่อย่างหัวปักหัวปำ เขาเปลี่ยนผัวเปลี่ยนเมียกัน ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนกับเขาบ้างหรือเปล่า ถ้าหากมีอย่างเช่นที่เขามีกัน แต่ถ้าอยู่อย่างนี้แล้วไม่เปลี่ยนอะไรเลย ชีวิตอยู่นิ่ง

รู้สึกว่าตอนนี้อายุมาก เหตุการณ์ต่างๆ และกิจกรรมของสังคมมนุษย์ เรื่องราวเกี่ยวกับเด็กตลอดจนการบ้านการเมือง น่าเป็นห่วงที่สุด ทำให้คิดอยากทำอยากช่วย ด้วยเหตุนี้จึงมีแต่ความทุ่มเท สมองไม่ได้คิดถึงเรื่องผุ้หญิงและเรื่องเงิน ด้วยเหตุนี้จึงคิดว่า ไม่ต้องทำกรรมฐานหลับหูหลับตาทุกวัน แต่ก็ทำประโยชน์ได้ แล้วใจก็ดี ใจก็คิดดี เป็นใจที่คิดสละให้ และไม่ค่อยห่วงกังวลเรื่องความดำ กลัวคนอื่นจะไม่ชอบที่ไม่ขาว ไม่สวยเหมือนสมัยก่อน..."


ท่านได้กล่าวสรุปไว้ว่า ที่ท่านปฏิบัติอยู่นี้น่าจะถูกทางกว่าที่แล้วมา แต่ก็มักจะมีคนมาถามท่านบ่อยๆ ว่า
"ทำงานทั้งวัน มีเวลาปฏิบัติหรือ ?..."
(**ที่เป็นเช่นนี้เพราะมักจะเข้าใจกันว่าการปฏิบัติธรรม คือการนั่งสมาธิและการเดินจงกรมเท่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้วการทำงานหรือการปฏิบัติธรรม เนื่องจากงานที่ทำนั้นคือกรรมฐาน, กรรมฐาน หมายถึง อุบายทางใจ, วิธีฝึกอบรมจิตหากทำงานพร้อมๆ กับฝึกอบรมจิตไปด้วย ก็ถือได้ว่าการทำงานคือการปฏิบัติธรรม)